วันพุธที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

Remembrance ch.3 - #ซัมเกรย์

























Title :  Remembrance   ch.3

Paring : Simon Dominic x Gray

Author : silenceNight

Hastag : #รมบซัมเกรย์












I know your eyes in the morning sun
I feel you touch me in the pouring rain
And the moment that you wander far from me

.


.


I wanna feel you in my arms again

         







          ผมสาวเท้ายาว ๆ จนเดินมาถึงโต๊ะอาหารที่มีผู้เป็นแม่นั่งรออยู่ก่อนแล้ว หญิงสูงอายุลุกขึ้นมากอดลูกชายคนเดียวของเธอเสียแน่น ให้สมกับความรัก ความคิดถึง ห่วงหาอย่างเป็นที่สุด เด็กน้อยในวันนั้นโตขึ้นเป็นชายหนุ่ม รูปร่างหน้าตาก็ไม่ได้ต่างจากรูปที่เธอเห็นจากเว็บบล็อกของเจ้าตัว ที่คอยอัพเดตชีวิตอยู่บ่อยๆ จะผิดเสียก็แต่ว่า รูปภาพสองมิติที่เห็นในจอ ไม่อาจเทียบได้กับคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า นายหญิงของบ้านผละออกจากอ้อมกอดแห่งความคิดถึง มือเหี่ยวย่นปาดเร็วๆตรงข้างแก้ม ขับไล่หยาดหยดน้ำตาแห่งความดีใจออก หากร้องไห้โฮออกมา คงเสียบรรยากาศแย่









“คิดถึงลูกจัง”








“ผมก็คิดถึงแม่ครับ”







“จ้ะ นั่งลงเถอะ”









อีซองฮวานั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งขวาของโต๊ะ หากแต่ตรงข้ามมีเด็กผู้หญิงที่เขาไม่คุ้นหน้านั่งอยู่ หากจะเดาคงอายุสักสี่ห้าขวบได้ เธอสวมชุดกระโปรงปักลายดอกเดซี่ ถึงจะเป็นเด็กเล็กแต่ใบหน้าสะสวยนั่นทำให้เขาเผลอจ้องจนเด็กน้อยต้องหลบตา เด็กหญิงทำเพียงแค่หันไปขอความช่วยเหลือจากคนที่นั่งอยู่หัวโต๊ะ






“คุณย่าขา...”










“ไม่ต้องตกใจลูก นี่คุณอาซองฮวาที่ย่าเคยเล่าให้ฟังไงจ๊ะ”











คุณย่างั้นหรือ ทำไมเด็กหญิงต้องเรียกแม่เขาว่าย่า ไม่เคยไปฟันผู้หญิงแล้วทิ้ง แล้วเด็กนี่คือใครกัน อีซองฮวานั้นสุดจะรู้ เขากำลังจะถาม แต่คนที่เดินตามมาก็เข้ามานั่งลงข้างเด็กหญิงเสียก่อน ความเป็นจริงทำให้หัวใจเขาไหววูบ ...









“ป๊า มาเร็วค่ะคุณคนนี้คือคุณอาซองฮวาค่ะ คุณย่าบอก”











“อินฮวาจ๊ะ สวัสดีคุณอารึยัง” เสียงจากคุณย่าของเด็กน้อยปรามเบา ๆ










“สวัสดีค่ะ คุณอา”เด็กน้อยเอ่ยคำทักทายอย่างนอบน้อม “ป๊า หนูมีคุณอาอีกคนแล้ว ดีใจจังค่ะ”










“ครับ” กีซอกรับคำเพียงแค่นั้น








“เด็กคนนี้ .. คือ”








“ลูกสาวพี่เอง”









ลูกสาวงั้นสินะ เธอ .. สวยเหมือนแม่ของเธอสินะ ผู้หญิงคนนั้น โชคดีจัง เธอมีผู้ชายที่ดีคนนั้นเป็นสามี แล้วยังมีลูกสาวที่สวยและน่ารักเป็นของขวัญ โชคดี จนเขาอดอิจฉาไม่ได้











“แล้วแม่เธอ .. ”










“แม่ว่าลงมือทานกันดีกว่าจ๊ะ” ยังไม่ได้ถามถึงผู้หญิงคนนั้น แม่ก็ขัดขึ้นมา เขาจำใจต้องตักข้าวใส่ปาก และเก็บความสงสัยเอาไว้เงียบ ๆ สิบกว่าปีที่ไม่ได้กลับบ้าน ห้าปีที่ไม่ได้ติดต่อจองกีซอก มีเรื่องให้แปลกใจมากมายทีเดียว














มื้ออาหารวันนี้จบลงอย่างเงียบเชียบและง่ายดาย กีซอกพาลูกสาวกลับไปที่บ้าน บ้านท้ายสวนที่เคยอยู่ และยังคงอยู่จนทุกวันนี้ ส่วนเขาเองก็เก็บข้าวของให้เข้าที่ เป็นเรื่องไม่น่าเชื่อที่ห้องนอนและของทุกชิ้นยังคงอยู่เหมือนเดิม เหมือนเพิ่งจากบ้านไปเมื่อวานและกลับมาในวันนี้ เพราะแม่ให้แม่บ้านทำความสะอาดไว้ตลอด เหมือนรอคอยการกลับมาของเจ้าของ









หลังจากอาบน้ำแล้วเขาทำเพียงยัดตัวเองลงในชุดนอนตัวโปรด เดินเล่นมาเรื่อย ๆ และหยุดลงที่ห้องนั่งเล่นที่แม่เขานั่งดูข่าวภาคค่ำอยู่ เขาทิ้งตัวลงข้างๆแม่ ล้มตัวลงนอนบนตักของแม่อย่างที่ชอบทำเมื่อตอนเด็ก










“เป็นอะไร มานอนตักแม่เป็นเด็ก ๆ”











“เธอชื่ออินฮวาหรือครับ”










“อ่อ จ๊ะ อินฮวา พ่อเขาเป็นคนตั้งเองน่ะ ปีนี้ก็ห้าขวบแล้วนะ”








“เธอสวยเหมือนแม่เธอเลยนะครับ”











“จริงด้วย สวยเหมือนมินซอจริงๆ” มินซอ ชื่อของเธอคนนั้น “เสียดาย แม่เขาไม่ได้มีโอกาสเห็นอินฮวาตอนโต ว่าเธอเป็นเด็กน่ารักแค่ไหน”









“ท .. ทำไมเหรอครับ”










“มินซอร่างกายไม่แข็งแรง เธอเสียหลังจากที่เธอคลอดลูก หมอช่วยไว้ได้แต่คนลูก”










ความจริงที่ปิดประตูไม่ยอมรับรู้ค่อยๆเผยออกมาทีละนิด อันที่จริงกลับมาก็เตรียมใจว่าต้องพบกับเธอ เธอคงมีความสุขอยู่กับกีซอก แต่ความจริงช่างน่าเศร้า










“ผู้ชายที่เลี้ยงลูกคนเดียวนี่เก่งนะ ถึงจะมีพ่อแม่ช่วยเลี้ยง แต่การเลี้ยงลูกมันไม่ง่ายเลย กีซอกอดทนมากนะแม่นึกถึงตอนที่เขาต้องคอยกระเตงลูกไปรอบๆเพราะลูกไม่สบาย แม่เลยให้แกเรียกแม่ว่าย่า แกจะได้รู้สึกว่ามีคนรักแกเยอะ ๆ ไม่รู้สึกด้อยที่ขาดแม่”







“ผมไม่เคยรู้เลย”









“ก็เราไม่ยอมฟังเวลาแม่จะเล่า ตัดบททุกที”









“ก็มันยุ่งนี่ครับ”










“แม่น่ะ อยากเลี้ยงหลานมาก ลูกไม่ยอมแต่งงานซะที ได้อินฮวามาเล่นด้วยก็ไม่ค่อยเหงา”













เขาจำใบหน้าอันงดงามของเธอได้ไม่ลืม ผิวขาวๆของเธอแทบจะกลืนไปกับชุดแต่งงาน ที่ได้เห็นจากภาพถ่ายเมื่อห้าปีก่อน ที่กี่ซอกส่งให้พร้อมกับเชิญมางานแต่ง ที่บอกกับตัวเองว่าจะไม่มีวันไปร่วมยินดี ในนั้นจำได้ว่าเธอสวยมาก ใบหน้ายิ้มแย้ม แต่แววตากลับเปื้อนทุกข์ เขาไม่รู้ว่าทั้งสองคนตกหลุมรักกันยังไง ไม่รู้ว่าทำไมถึงตกลงปลงใจแต่งงานเร็วขนาดนั้น ไม่รู้เลย
















คนที่รักที่สุด รักมาทั้งชีวิต กำลังจะได้แต่งงาน เขาในตอนนั้นไม่สามารถที่จะมาร่วมยินดีได้จริงๆ ในใจมันเจ็บปวดถึงแม้จะรู้ว่ารักของตนอาจไม่สมหวัง แต่การไปเรียนต่ออีกซีกโลก ทำให้หลายๆอย่างเปลี่ยนไป ทำให้เขาต้องพลาดอะไรหลายๆอย่างในชีวิต จนคิดว่าจะไม่กลับมาอีก หากแต่เรื่องราวที่ได้ยินกลับทำให้ความอิจฉามันลดลง กลับเป็นความสงสารในเวลาอันรวดเร็ว คงไม่มีใครยินดีกับการตายของใคร หากแต่เขาก็ไม่ได้เสียใจ แต่กำลังคิดว่า จองกีซอก คนที่เขารักจะต้องสูญเสียภรรยาไป จะผ่านความยากลำบากในตอนนั้นมาอย่างยากเย็นแค่ไหน









“ผมชอบพี่ ไม่สิผมรักพี่ พี่กีซอก”









“พูดเป็นเล่น”












“ไม่ได้พูดเล่นนะ รักมานานแล้วด้วย พี่ไม่รู้เหรอ พี่มันเซ่อจริงๆ” อีซองฮวาในวัยสิบแปด กลั้นใจสารภาพความรู้สึกกับคนที่เป็นเหมือนพี่ชาย “หรือพี่รังเกียจผู้ชายที่คบกับผู้ชายด้วยกันเหรอ”










“ไม่ได้รังเกียจ ยิ่งเป็นนายพี่ก็ไม่รังเกียจ แต่..”











“แต่อะไร”











“สักวันพี่ต้องแต่งงานมีครอบครัว”













“นี่ผมอกหักเหรอ”











“พ่อแม่พี่มีลูกชายคนเดียว พี่ต้องแต่งงานเพื่อครอบครัว นายก็เหมือนกันซองฮวา”











อาการอกหักมันเป็นแบบนี้นี่เองเหรอ เพิ่งจะเคยอกหักครั้งแรก เป็นแบบนี้เหรอ รู้สึกเหมือนอยากร้องไห้ แต่กลับร้องไม่ออก ข้ออ้างของพี่กีซอกนี่มันฟังไม่ขึ้นเลย ถ้าบอกว่าไม่รัก มันคงจะรู้สึกเสียใจน้อยกว่านี้สักนิด เด็กหนุ่มวัยสิบแปดที่เพิ่งจะอกหักครั้งแรก นอนโง่ๆทั้งวัน ไม่ยอมไปเรียน ไม่กินข้าว จนคนที่บ้านเป็นห่วงกันใหญ่









 คิดถึงจัง คิดถึงเวลาพี่กอดตอนนั้นที่เราตากฝน เด็กคนนั้นหนาวจนตัวสั่น





คิดถึงจัง คิดถึงมืออุ่นๆของพี่ที่จับไว้เวลากลัวเด็กคนนั้นหลงทาง







คิดถึงจัง ดวงตาคู่นั้นของพี่ที่มองมาอย่างให้กำลังใจ เวลาที่เด็กคนนั้นแพ้ และร้องไห้








ในวันนั้น เด็กคนนั้นได้แต่นอนมองเพดานด้วยความเจ็บปวด แต่กลับหายอกหักได้ภายในสามวัน เด็กคนนั้นกลายเป็นผู้ใหญ่คนนี้ ที่กำลังนอนหนุนตักแม่ น้ำตาไหลเงียบ ๆ เมื่อได้ฟังเรื่องราวที่ไม่เคยฟังมาตลอดระยะเวลาห้าปีด้วยหัวใจที่เจ็บปวด








-----------------------------



ไทม์ไลน์ของเรื่องงงไหม ไม่งงเนาะ







ขอบคุณทุกคนที่หลงเข้ามาอ่านนะคะ 

(ไปค่ะเก็บตังวันละสองบาทไปดูอ่อมด้วยกัน โมจงมา จงมา)

 #รมบซัมเกรย์






วันจันทร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

Remembrance ch.2 - #ซัมเกรย์



























Title :  Remembrance   ch.2

Paring : Simon Dominic x Gray

Author : silenceNight

Hastag : #รมบซัมเกรย์












--------------------





















ผมไม่ได้ต้องกการช่วงชิงชีวิตในวัยเด็กของคุณ


















อีซองฮวาเผลอหลับอยู่ใต้ต้นแพร์ได้ไม่นานนักก็มีคนนเข้ามาในสวน และก็ไม่ใช่คนงานทั่วไปเพราะช่วงนี้ไม่ใช่ฤดูเก็บเกี่ยว และก็ไม่ใช่ลุงยามเฝ้าสวนเพราะเวลาบ่ายแก่ๆแบบนี้ก็คงหลับอยู่มุมไหนสักมุม ร่างสูงโปร่งหุ่นสมส่วน สวมเสื้อยืดสีเทาทับด้วยเสื้อนอกสีดำสนิท กางเกงยีนส์บูทคัทที่เปรอะไปด้วยเศษดินเศษฝุ่น ชายปริศนานั่งลงตรงข้ามกับซองฮวา เขาทำเพียงแค่มองอยู่เงียบๆ ไม่ต้องการจะปลุกคนที่กำลังอยู่ในห้วงนิทรา แต่พลันเสียงที่ส่งมาจากเจ้าไจแอนท์ ซเนาเซอร์ ขนดำขลับเห่าขึ้นมาเสียก่อน







“โฮ่ง ๆ”










“เกรป หยุด” ชายหนุ่มส่งเสียงเรียกพร้อมลูปหัวสุนัขเจ้าของชื่อเกรป ให้หยุดเห่า เพราะกลัว่าคนที่หลับอยู่จะตื่น  แต่กระนั้นก็ไม่ทัน เพราะซองฮวาค่อยๆลืมตาขึ้น











ทันทีที่ลืมตา รูม่านตาอีซองฮวาก็ขยายขึ้นกว่าเดิม เมื่อเขาพบคนที่อยู่ตรงหน้ากับสุนัขอีกหนึ่งตัว หากนี่ไม่ใช่ความฝันก็คงเป็นความจริงที่น่าหวาดหวั่น เขาไม่หวังว่าจะได้พบอีกคนเร็วขนาดนี้ เร็วขนาดที่เขายังไม่ทันตั้งตัว










“นั่นเกรซเหรอ”







“ไม่หรอก”










“....”






ได้ยินเสียงแล้ว หลังจากที่ไม่ได้ยินเสียงผู้ชายคนนี้มานาน จองกีซอก  เป็นระยะเวลาเกือบห้าปีแล้ว ที่ไม่ได้ยินเสียงคนๆนี้ แต่เรื่องต่างๆของเรามันเหมือนเพิ่งเกิดเมื่อวาน












“เกรซมันตายแล้ว นี่ลูกของมันชื่อเกรป”










“ตาย ..ยังไง” เสียงที่เปล่งออกไปช่างอ่อนแรงนัก











“มันถูกรถชน หลังจากวันนั้น วันที่มันรอนายกลับมา”
















“...” อีซองฮวารู้สึกเหมือนเขาเปล่งเสียง แต่กลับไม่มีคำพูดใดๆ


















“ทำไมวันนั้นนานไม่มา” คำถามนั้นหลุดออกจากปากคนที่เคยได้ชื่อว่าเป็นพี่ชาย คำถามที่เขาเองไม่คิดอยากได้ยิน เขาเลือกทำเป็นไม่ได้ยินคำถามแล้วลุกขึ้น ปัดฝุ่นที่ติดอยู่ตามเสื้อผ้าแล้วรุดเดินไปที่บ้านใหญ่ ตลอดทางเขาได้ยินเสียงฝีเท้าที่ตามมา แต่คำถามนั้นไม่ได้ถูกคาดคั้นเอาคำตอบอีกแล้ว












“พี่กีซอกช่วยทำการบ้านหน่อยสิ”











“ช่วยเหรอ สอนก็พอมั้งเปี๊ยก”













“ก็มันยากนี่ มีแต่เลขๆๆๆๆ น่าเบื่อจะตาย” เด็กน้อยกลิ้งไปมาบนเตียงในบ้านพักคนงานท้ายสวนของจองกีซอก ไม่สิ หากจะพูดให้ถูกก็ต้องบอกว่าของพ่อแม่กีซอกมากกว่า ในวันอาทิตย์บ่ายๆแบบนี้เขาขอบมาขลุกอยู่ที่บ้านนี้ วันนี้ก็เช่นกัน อีซองฮวาเป็นเด็กที่เกิดมาโชคร้าย นั่นคือโง่เลขมาก ถึงได้งอแงไม่ยอมทำการบ้านแบบนี้







“ปีนี้สิบห้าแล้วนะเปี๊ยก เมื่อไหร่จะขยันซะที” คนเป็นพี่พูดพร้อมกับดึงสมุดการบ้านของน้องมาดู “ก็แค่เลขเด็กม.ต้นง่ายแค่นี้ทำไมทำไม่ได้”








“ก็สำหรับผมมันยากนี่” เด็กน้อยแผดเสียงดังลั่น “ถ้าไม่สอนกลับบ้านก็ได้วะ”











“อีซองฮวา”









“ ... ”









“ทำไมพูดไม่เพราะ ใครสอนให้พูดจาแบบนี้”










“ก็...”














“ก็อะไร”














“ขอโทษ”












“อือ นั่งลง” พอสิ้นสุดคำเด็กจอมพยศเมื่อครู่ก็นั่งลงที่เดิม สองมือกางสมุดการบ้านออก












“จะสอนได้ยัง”













“สอนแล้วจะได้อะไร”














“งั้น... ถ้าช่วยทำการบ้านเสร็จจะเป็นเด็กดี”












ตลอดช่วงเวลาแห่งการสอนการบ้านซองฮวาตั้งใจอย่างหนักที่จะไม่หลับ แต่ด้วยความง่วงก็หาวจนน้ำหูน้ำตาไหลแขนซ้ายถูกไม้บรรทัดพลาสติกตีทุกๆครั้งที่ทำโจทย์ผิด ไม่บอกใครๆก็รู้ว่าจองกีซอกน่ะ เป็นคนเข้มงวดขนาดไหน ซองฮวายังจำได้ที่ป้าจองอาละวาดบ้านแทบแตกตอนที่พี่กีซอกบอกว่าเรียนจบม.ปลายแล้วจะไม่เรียนต่อ จะมาทำงาน ป้าจองเสียใจทั้งด่าไปร้องไห้ไป จนถึงเมื่อวานก็ไม่มีใครพูดเรื่องนี้ออกมาอีกเลย















แต่เมื่อเช้าบ้านจองทั้งบ้านถูกแม่ หรือนายแม่ที่ทุกคนเรียกจนชินปาก ให้ไปพบที่บ้านใหญ่ ได้ความว่านายแม่จะเป็นคนส่งเสียให้พี่กีซอกเรียนต่อมหาลัย พอจบม.ปลายแล้วอยากเรียนอะไรค่อยมาคุยกันอีกที ได้ยินแบบนี้เขาเองก็อดดีใจไม่ได้ อยากเห็นเวลาพี่กีซอกไปเรียนมหาลัยจัง คงจะต้องเป็นขวัญใจสาวๆแน่เลย แค่นึกก็รู้สึกหวงแล้ว











“เหม่ออีกแล้ว”













“น่าใกล้เสร็จแล้วเนี่ยยยย”












“รีบทำ”

















“เสร็จแล้วววววววววววววว”












“ป่ะเก็บของ เดี๋ยวเดินไปส่ง”














“ไม่อ่ะ เดี๋ยวกลับเองก็ได้”














“งั้นก็กลับดีๆ”











“พี่” ซองฮวาส่งเสียงเรียกห้วนๆเร็วๆพร้อมกับยืดตัวเขย่งปลายเท้า รีบแนบจมูกไปที่แก้มคนเป็นพี่เร็วๆ














“เฮ้ย ไรเนี่ย”  กว่าจองกีซอกจะรู้ตัว เจ้าคนสร้างเรื่องก็วิ่งหายไปแล้ว





















พอสองขาก้าวถึงหน้าประตูบ้านใหญ่เขาก็รีบสลัดภาพเก่า ๆ ภาพอดีตพวกนั้นออกไป ถ้าตอนนี้เขาหันหลัง คงต้องพบผู้ชายคนนั้นแน่




คนที่เป็นทั้งความสุข




และความเศร้า




เป็นทั้งรัก






และทั้งเกลียด 







------------------------------


ตอนสองแล้วแต่ยังไม่ถึงไหน นั่นแหละค่ะ อีคนขียนเป็นคนขี้เกียจพอสมควร




#รมบซัมเกรย์